Reflexive Pronouns (สะท้อนกลับไปหาประธาน)

     Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ย้ำให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า -self form of pronoun  ได้แก่
myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself  มีหลักการใช้ดังนี้

  • ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น  ถ้าต้องการเน้นกรรม (object ) ให้วางหลังกรรม เช่น
    She herself doesn’t think  she’ll get the job.
    The film itself wasn’t very good but I like the music.
    I spoke to Mr.Wilson himself.
  • วางหลังคำกริยา เมื่อกริยาของประโยคเป็นกริยาที่ทำต่อตัวประธานเอง
    They blamed themselves for the accident.
    พวกเขาตำหนิตนเองในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ( ตามหลังกริยา blamed )
    You are not yourself today.
    วันนี้คุณไม่เป็นตัวของคุณเอง ( ตามหลังกริยา are )
    I don’t want you to pay for me. I’ll pay for myself.
    ฉันไม่อยากให้คุณเป็นคนจ่ายเงินให้ ฉันจะจ่ายของฉันเอง
    Julia had a great holiday. She enjoyed herself very much.
    จูเลียมีวันหยุดที่ดี เธอสนุกมาก
    George cut himself while he was shaving this morning.
    จอร์จทำมีดบาดตัวเองขณะทีโกนหนวดเมื่อเช้านี้

หมายเหตุ  ปกติ จะใช้  wash/shave/dress โดยไม่มี myself

  • เมื่อต้องการจะเน้นว่า ประธานเป็นผู้ทำกิจกรรมนั้นเอง
    Who repaired your bicycle for you? Nobody, I repaired it myself.
    ใครซ่อมรถจักรยานให้คุณ. ไม่มีใครทำให้ฉันซ่อมเอง
    I’m not going to do it for you. You can do it yourself.
    ฉันจะไม่ทำ( อะไรสักอย่างที่รู้กันอยู่ ) ให้นะ คุณต้องทำเอง

By myself หมายถึงคนเดียว มีความหมายเหมือน  on my own  เช่นเดียวกับคำต่อไปนี้

on ( my/your/his/ her/ its/our/their ) own     มีความหมายเหมือนกับ
by ( myself/yourself ( singular) /himself/ herself/ itself/ ourselves/ yourselves(plural)/ themselves )
เช่น
I like living on my own/by myself. ฉันชอบใช้ชีวิตอยู่คนเ้ดียว
Did you go on holiday on your own/by yourself? เธอไปเที่ยววันหยุดคนเดียวหรือเปล่า
Learner drivers are not  allowed to drive on their own/ by themselves.
ผู้ที่เรียนขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถด้วยตัวเองคนเดียว
Jack was sitting on his own/by himself in a corner of the cafe.
แจ๊คนั่งอยู่คนเดียวที่มุมห้องในคาเฟ

Possessive Pronouns (สรรพนามเจ้าของ)

                          Possessive Pronouns (สรรพนามเจ้าของ) คือ สรรพนามที่ใช้แทนคำนามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่คำต่อไปนี้
mine,ours, yours, his, hers,its,theirs

The smallest gift is mine. ของขวัญชิ้นที่เล็กที่สุดเป็นของฉัน
This is yours. อันนี้ของคุณ
His is on the kitchen counter. ของเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว
Theirs will be delivered tomorrow. ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
Ours is the green one on the table . ของพวกเราคืออันสีเขียวที่อยู่บนโต๊ะ

possessive pronouns มึความหมายเหมือน    possessive adjectives แต่หลักการใช้ต่างกัน

This is my book.
นี่คือหนังสือของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย book )
This book is mine.
หนังสือนี้เป็นของฉัน (  mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun  ทำหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement)  ของคำกริยา is )

Personal Pronouns (บุรุษสรรพนาม)

Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม )  คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ

เช่น  I saw a boy on the bus. He seemed to recognize me.
ฉันเจอเด็กคนหนึ่งบนรถประจำทาง เขาดูเหมือนจะจำฉันได้  ( He ในประโยคที่สองแทน a boy และ me แทน I  ในประโยคที่หนึ่ง )
My friend and her brother like to swim. They swim whenever they can.
เพื่อนฉันและน้องชายของเธอชอบว่ายน้ำ พวกเขาไปว่ายน้ำทุกครั้งที่มีโอกาส (  they ในประโยคที่สอง แทน My friend และ her brother ในประโยคที่ 1 )

               การใช้ Personal Pronouns ที่ทำหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักดังนี้
Personal Pronoun ที่ตามหลังคำกริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่น

Please tell him what you want.   โปรดบอกเขาถึงสิ่งที่คุณต้องการ  ( ตามหลังดำกริยา tell )
Mr. Wilson talked with him about the project.
คุณวิลสัน พูดกับเขาเกี่ยวกับโครงการ ( ตามหลังบุพบท with )

หมายเหตุ  ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำ หรือ ผู้ถูกกระทำ เช่น

It was she who came here yesterday.
เธอคนนึ้ ที่มาเมื่อวานนี้  ( ใช้ she เพราะเป็นผู้กระทำ )
It was her whom you met at the party last night.
เธอคนนี้ที่คุณพบที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ (ใช้ her เพราะเป็นกรรมของ   you met )

Pronouns (คำสรรพนาม)

           คำสรรพนาม (Pronouns)

 คำสรรพนาม  คำที่ใช้แทนคำนาม ซึ่งไม่ว่าในภาษาเขียนหรือภาษาพูดก็ตามจำเป็นต้องใช้มันอยู่เสมอ มิฉะนั้น เราจะต้องกล่าวหรือเขียนคำนามนั้นๆ ซ้ำๆ ซากๆ หลายครั้งกว่าจะจบเรื่องที่เราจะเขียนหรือพูด  เราจึงต้องสร้างคำสรรพนามขึ้น โดยไม่ต้องกล่าว หรือ อ้างถึงคำนามนั้นๆ ซ้ำอีก เช่น

The man เราใช้ “he” แทน

The girl เราใช้ “she” แทน

The boys เราใช้ “they” แทน

คำสรรพนาม  (pronouns) แยกออกเป็น  7 ชนิด คือ

1. บุรุษสรรพนาม (Personal Pronoun)
2. สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (Posessive Pronoun)
3. สรรพนามชี้เฉพาะ (Demonstative Pronoun)
4. สรรพนามสะท้อนกลับ (Reflextive Pronoun)
5. สรรพนามสร้างคำถาม (Interrogative Pronoun)
6. สรรพนามไม่ชี้เฉพาะ (Indefinite Pronoun)
7. สรรพนามเชื่อมความ (Relative Pronoun)
8. สรรพนามแจกแจง (Distributive Pronoun)

Pronoun ( คำสรรพนาม )  คือคำที่ใช้แทนคำนามหรือคำเสมอนาม ( nouns- equivalent ) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงซ้ำซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง   หรือแทนสิ่งของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร   คำสรรพนาม  (pronouns ) แยกออกเป็น  7 ชนิด คือ Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม )  เช่น I, you, we, he , she ,it, they

 

•           Possessive Pronoun ( สรรพนามเจ้าของ ) เช่น mine, yours, his, hers, its,theirs, ours

 

•           Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) เป็นคำที่มี – self ลงท้าย  เช่น myself, yourself,ourselves

 

•           Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเจาะจง )  เช่น  this, that, these, those, one, such, the same

 

•           Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เจาะจง ) เช่น  all, some, any, somebody, something, someone

 

•           Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำถาม ) เช่น Who, Which, What

 

•           Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) เช่น  who, which, that


 

Proper Noun (นามเฉพาะ)

     จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของประโยค

  • เป็นคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของ Common Noun เช่น

    ชื่อคน (Person Name) เช่น   Somsak , Tom, Daeng

    ชื่อสถานที่ ( Place Name) เช่น   Australia,Bangkok,Sukhumvit Road, Toyota

    ชื่อบอกระยะเวลา (Time name ) เช่น Saturday, January, Christmas

  • Proper Nouns จะต้องเขียนขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ ( Capital letter )
  • Proper Nouns ปกติจะไม่มี determiner นำหน้า นอกจากอยู่ในรูปของพหูจน์ เช่น the Jones ( ครอบครัวโจนส์ )

    the United States, the Himalayas

    แต่อย่างไรก็ดีมีข้อยกเว้นของคำนามที่ไม่ได้อยู่ในรูปพหูพจน์ เช่น The White House, the Sahara ( ทะเลทราย ),

    the Pacific ( Ocean ), the Vatican, the Kremlin ( ดูรายละเอียดจากเรื่องการใช้ articles – the )

  • เปรียบเทียบระหว่าง common nouns และ proper nouns

Common Noun (นามทั่วไป)

          เป็นคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ทั่วๆไป ความคิด ( person, animal, place, thing, idea ) โดยไม่เฉพาะเจาะจง กล่าวโดยสรุปคือ คำนามทั้งหลายที่ไม่ใช่ proper nouns คือ common nouns เช่น

สิ่งของ            boy, sign, table, hill, water, sugar, atom, elephant
สถานที่           city, hill, road, stadium, school, company
เหตุการณ์      revolution, journey, meeting
ความรู้สึก      fear, hate, love
เวลา                year, minute, millennium

     Common Nouns เป็นได้ทั้ง นามนับได้ (Countable) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable )

 Countable Nouns ( นามนับได้ ) สามารถอยู่ทั้งในรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์
มีตัวตน      เช่น dog, man, coin , note, dollar, table, suitcase
ไม่มีตัวตน   เช่น day, month, year, action, feeling
–  Uncountable Nouns (นามนับไม่ได้ ) หรือ Mass Nouns อยู่ในรูปเอกพจน์ เท่านั้น
มีตัวตน   เช่น   furniture, luggage, rice, sugar , water ,gold
ไม่มีตัวตน  เช่น  music, love, happiness, knowledge, advice , information

      *      Common Nouns จะไม่ขึ้นต้นด้วยตัวใหญ่ ( Capital letter ) ยกเว้นเป็นคำขึ้นต้นของประโยค  ตัวอย่าง

              There are many children on the beach. Children love to swim.


Noun (คำนาม)

        

           Noun (คำนาม) หรือในภาษาอังกฤษออกเสียงว่า “นาว” ในดิกชันนารี่ (dictionary) มักจะระบุตัวย่อเป็น n.

Noun คืออะไร? 

          Noun คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ อาคาร สภาพ ลักษณะทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น  number / America / Art / Technology / City / Luggage / Book / Chair / Water / Oil / Ice-Cream / Stone / Cotton / Brick / Paper etc.

     การแบ่งคำนามสามารถจำแนกได้หลายแบบแล้วแต่ตำรา

แบบที่  1     แบ่งคำนามเป็น 2 ประเภท
แบบที่  2     แบ่งคำนามเป็น 3 ประเภท
แบบที่  3     แบ่งคำนามเป็น  4 ประเภท
แบบที่  4     แบ่งคำนามเป็น  7 ประเภท

     ซึ่ง ใน  7  ประเภทนี้  3 ประเภทสุดท้ายได้แก่ material nouns, concrete nouns  และ mass  nouns อาจจัดอยู่ในกลุ่ม  common nouns  ได้ดังนี้

ความหมายของ Parts of Speech (ชนิดของคำ)

    

     ข้อความประกอบด้วย”คำ” (word) หรือกลุ่มคำซึ่งนำมาเรียงต่อเนื่องกันเป็นวลี (phrase) หรือประโยค (sentence) จะมีหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดใน 8 หน้าที่ ตามหลักไวยากรณ์อังกฤษ ( grammar) หน้าที่ของคำเรียกว่า “ชนิดของคำ” (parts of speech)

1. Noun ( คำนาม )   

 

     เป็นคำที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ ทั้งที่มีรูปร่าง เช่น โต๊ะ สมุด และไม่มีรูปร่าง เช่น วัน เวลา อากาศ รวมทั้งชื่อของคน สัตว์หรือสิ่งของ เช่น

2. Pronoun ( คำสรรพนาม )

     เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำ เช่น   I, we, you, he, she, it   หรือใช้แทนคำนามที่เราไม่ทราบว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร หรือใคร   เช่น   someone, something

แทนคำซ้ำ    Mai is a beautiful woman. Mai is a popular singer.
= Mai is a beautiful woman. 
She is a popular singer.
ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร  
Something is missing.  ไม่รู้ว่าอะไรหายไป

3. Verb ( คำกริยา )

     เป็นคำที่บอกอาการหรือการกระทำ ( action ) หรือบอกความเป็นอยู่ ( being ) หรือสภาวะความเป็นอยู่ ( state of being ) เช่น  fly, is, am, seem, look.

4. Adjectives ( คุณศัพท์ )

     เป็นคำที่อธิบายหรือขยาย Noun หรือ pronoun ให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆ เพิ่มขึ้น เช่น new, ugly, ill, happy, afraid, careless.

He bought a new car. เขาซื้อรถใหม่ ( new ขยาย car ซึ่งเป็น noun )
They are ugly. พวกเขาน่าเกลียด ( ugly ขยาย they ซึ่งเป็น pronoun )

5. Adverb ( วิเศษณ์ หรือ กริยาวิเศษณ์ )

      เป็นคำที่อธิบายหรือขยาย Verb หรือ adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง เช่น hard, fast, very

He works hard. เขาเป็นคนทำงานหนัก ( hard ขยาย works ซึ่งเป็น verb)
He is very rich.  เขาเป็นคนจนมาก ( very ขยาย rich ซึ่งเป็น adjective )
He works very hard.เขาเป็นคนที่ทำงานหนักมาก ( very ขยาย hard ซึ่งเป็น adverb )

6. Preposition ( คำบุพบท )

      เป็นคำ หรือกลุ่มคำที่วางหน้า Noun หรือ pronoun เพื่อแสดงว่าคำนามหรือสรรพนามนั้นเกี่ยวข้องกับคำอื่นๆในประโยคอย่างไรเช่น on, at, in, from, within 

I will see you on Monday.   ฉันจะพบกับคุณในวันจันทร์
She was waiting at the restaurant. เธอรออยู่ที่ร้านอาหาร
There is a cockroach in my room. มีแมลงสาบตัวหนึ่งในห้องฉัน
We must finish the project within a year. ราจะต้องทำโครงการนี้ให้เสร็จใน 1 ปี

7. Conjunction ( คำสันธาน )

      เป็นคำที่ใช้เชื่อม คำ กลุ่มคำ หรือประโยคเข้าด้วยกันเพื่อให้ความหมายสมบูรณ์ขึ้น เช่น and, but, therefore, beside, either… or

John is rich and handsome .จอห์นเป็นคนรวยและรูปหล่อ
Either you or she has to do this job. ไม่คุณก็เธอที่จะต้องทำงานนี้

8. Interjection ( คำอุทาน )

      เป็นคำอุทานที่แสดงถึงอารมณ์  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น  โดยไม่เกี่ยวข้องกับคำอื่นๆ ใน ประโยคเลย  เช่น Oh God! , WOW, Hurrah

     การพิจารณาว่าคำไหนเป็นคำชนิดใด เราดูที่การทำหน้าที่ของมันในประโยค  คำๆเดียวอาจทำหน้าที่อย่างหนึ่งในประโยคหนึ่ง  แต่อาจทำหน้าที่อย่างอื่นในประโยคอื่นดังในตารางต่อไปนี้


Parts of Speech

      ในสังคมปัจจุบันนี้เป็นยุคของโลกแห่งการสื่อสารดังนั้นในการเรียนรู้ จึงไม่มีขอบเขตสามารถค้นหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทั่วโลก จาก Computer และ Internet ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของคนทั่วโลกมากขึ้น และภาษาที่ใช้จะเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งสามารถใช้ในการสร้างความรู้ความบันเทิง การเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลไปสู่สังคมโลกได้ ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลายและภาษาอังกฤษก็ช่วยเราได้

     ทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษ ถ้าบอกว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก (International Language) และความรู้ในทุกสาขา ถูกพิมพ์ ถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษเสียเป็นส่วนมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อความก้าวหน้าทั้งทางด้านการศึกษา และ การงานในอนาคตของตนเอง ทุกคนต้องเน้นว่า ต้อง! ต้องรู้ชนิดของคำและหน้าที่ของคำในภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกในการเรียนมากขึ้น 

      Parts of Speech หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า word class ว่าด้วยการแบ่งภาษาไปตามชนิด และหน้าที่ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนรู้ว่าภาษาที่เราใช้เป็นคำประเภทใด และเราควรที่จะวางไว้ตำแหน่งใดของประโยค จะทำให้ผู้เรียนใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง ในส่วนนี้ถือว่าเป็นบทเริ่มต้นของการเรียนภาษาอังกฤษ Part of speech มีอยู่ 8 ส่วนด้วยกัน